Mrs.Melon’s diary : งานแต่งงานง๊ายง่ายของอิชั้นนน

สามีดิฉันไปแอบเรียนร้องเพลง “พอ” แล้วก็มาขอแต่งงานในช่วงวันเกิดเดือนตุลาคมปี 2012 ค่ะ
และพอวาเลนไทน์ 2013 ไม่รู้จะทำอะไรเป็นพิเศษดี ก็เลย ไปจดทะเบียนกัน
ตอนแรกก็คิดว่าจะง่ายๆ ปรากฎว่าต้องมีพยาน มีล่าม บวกกับวันนั้นเป็นวันวาเลนไทน์ บางเขตก็ไม่รับจด กว่าจะจดได้เหนื่อยกันเลยทีเดียว
จดเสร็จต้องสั่งพิซซ่ามานั่งโซ้ยกันที่บ้าน เพราะไม่มีแรงไปไหนแล้ว

จริงๆ เรื่องงานแต่งเราก็ไม่ได้แพลนไว้ ว่าจะแต่งตอนไหน แต่เพื่อนๆ และครอบครัวของสามีที่อเมริกาถามว่าเมื่อไหร่จะจัดงานแต่ง
สามีเราเลยลองถามๆ สมาชิกครอบครัวที่กระจัดกระจายอยู่หลายรัฐ
ว่าปีนี้ว่างมางานช่วงเมษายนไหม ปรากฎว่าทุกคนเหมือนจะมาได้ เลยตัดสินใจว่า เอาสิ แต่งก็แต่ง!
ซึ่งเรามีเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น

อันดับแรกที่เราทำคือ ไปสั่งทำแหวนแต่งงานค่ะ เพราะว่าร้านอยู่ใกล้ที่สุด เป็นร้านเดียวกับที่สามีไปทำแหวนหมั้นมา
แหวนที่เราต้องการคือ แหวนทองขาวเรียบๆ มนๆ ทางร้านจะทำแบบแหวนขี้ผึ้งสีเขียวๆมาให้ดูก่อน
ก็ทำกันไปสองสามรอบค่ะกว่าจะลงตัว แหวนของสามีเราใหญ่มากกกกกก ส่วนของเราก็เล็กมากกกกก

ลำดับถัดมา สามีเราก็โทรไปคุยกับบาทหลวงที่โบสถ์ที่เราจะแต่งงานกันคะ เป็นโบสถ์ใกล้บ้านของสามีที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ
บาทหลวงกำลังจะเกษียณพอดี ซึ่งวันที่เราว่าง และบาทหลวงว่าง คือวันสุดท้ายของการทำงานของบาทหลวง และวันนั้นคือวันที่ 13 เมษายน ค่ะ
บาทหลวงส่งอีเมล์รายละเอียดการเตรียมตัวของเราคร่าวๆ  พร้อมแบบทดสอบก่อนแต่งงานที่ทั้งเราและสามีต้องทำทางอินเตอร์เนต
ทำไปก็ตีกันไป แบบสอบถามจะถามอะไรทุกอย่างแบบละเอียด ตั้งแต่ชีวิตวัยเยาว์ การเลี้ยงดู เพศ จำนวนลูกที่ต้องการ แนวทางการเลี้ยงลูก ศาสนา

ช่วงนั้นเราก็พยายามหาชุดเจ้าสาวทุกครั้งที่มีโอกาส เดินผ่านร้านไหนก็เข้าไปถาม แต่ก็ยังไม่ถูกอกถูกใจซะที
รู้สึกว่าทำไมชุดแต่งงานมันใหญ่และเยอะจังเลย พอจะตัดเองแบบเรียบๆ
คนตัดก็ถามกลับมาว่า “น้องงง น้องไม่กลัวดับหรออออ แขกในงานใส่ชุดแบบเนี้ย (พรางโชว์ชุดกาล่าดินเนอร์ระย้อยระย้าให้เราดู)”
เอิ่ม สงสัยเรากับช่างตัดคงจะไปคนละแนวซะแล้ว

สุดท้ายก็ยังไม่พอใจที่ไหน จนวันหนึ่งเพื่อนเจ้าสาวส่งเว็ป David’s Bridal มาให้ดูชุดเพื่อนเจ้าสาว ว่าโอเคไหม จึงเริ่มเปิดไล่ๆ ดูในเว็ป
ถูกใจกว่าที่ไทยตั้งเยอะ แถมราคาถูกกว่าอีกต่างหาก เราจึงตัดสินใจซื้อในเว็ป และให้ส่งไปที่อยู่ในอเมริกาไปเลย
ง่ายๆ เร็วทันใจ ไม่ต้องขนอีกต่างหาก ส่วนของเจ้าบ่าวไปตัดสูทที่ Raja’s Fashion เป็นร้านที่บริการดีมาก เจ้าของน่ารัก
ต้องขอบคุณเจ้าของที่ช่วยเราดับจิตนาการสูทเจ็ดสีมณีเจ็ดแสงของเจ้าบ่าวไปได้

สั่งชุดนี้คะ และก็เวลที่ยาวววววมากกก

ต่อมาเป็นชุดเพื่อนเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าบ่าว อยากให้ธีมงานเป็นสีเหลือง ส่วนเจ้าบ่าวอยากได้สีม่วงๆ
ก็เลยเอาไปเลย เหลืองกับม่วง ตอนแรกชุดเพื่อนเจ้าสาวก็อยากให้เป็นชุดกระโปรงทั่วไปสีเหลือง แต่เจ้าบ่าวอยากให้เพื่อนเจ้าบ่าวใส่เสื้อสงกรานต์ เราก็เลยเข้าไปดูในเว็ปพาหุรัดให้ ดูไปดูมา เอ้ออ ชอบชุดไทย อยากให้เพื่อนเจ้าสาวใส่บ้าง
สุดท้ายเลยเปลี่ยนแนวไปเป็นชุดไทยกับชุดสงกรานต์แทน

เราค่อนข้างตื่นเต้นกับชุดเพื่อนเจ้าสาวมากเลยค่ะ เพราะแค่จิตนาการงานแต่งของเรา เราก็ขำแล้ว

หลังจากนั้นเราก็คุยกับคนจัดงานแต่งที่บาทหลวงแนะนำมานิดหน่อย เกี่ยวกับงานแบบที่เราอยากได้
ซึ่งจริงๆ ก็แทบไม่ได้ต้องการอะไรเลย เรากับสามีเอาแต่บอกว่า อะไรก็ได้ อะไรก็ได้ เพราะเราอึ้งกับคำถามที่ไม่เคยได้นึกถึงมาก่อนอยู่
เขาถามละเอียดมาก อย่างเช่น ดอกไม้ของแม่สามีจะคล้องแขนหรือติดที่เสื้อ ชุดที่พ่อกับแม่จะใส่สีอะไร ดอกไม้จะเอาสีอะไร
หลังจากนั้นเราก็บินกันช่วงปลายเดือนมีนาคมคะ เจ้าบ่าวได้ชุดสูทวันเดียวกับที่จะบินพอดี

พอไปถึงเราก็เริ่มไปคุยกับบาทหลวงคะ
แบบทดสอบที่ทำตั้งแต่อยู่ไปสองสามร้อยข้อ โปรแกรมได้สรุปเรื่องที่เราควรคุยกับสามีก่อนแต่งงานออกมาคร่าวๆ
คุยกันรอบแรกยังไม่ค่อยเท่าไหร่คะ รอบสองเกือบจะตีกัน คุยตรงประเด็นจัด
แต่บาทหลวงบอกว่า เห็นทะเลาะกันก็ดีค่ะ จะได้เคลียร์กันก่อนแต่ง ปกติจะเห็นแบบพวกโลกหมุนด้วยความรัก
เพราะกำลังจะแต่งงานเลยปิดหู ปิดตาไม่คุยถึงปัญหาอะไรสักอย่าง (บาทหลวงกำลังให้กำลังใจเราใช่ไหมคะ?)
นอกจากนั้นก็คุยถึงขั้นตอนพิธีกรรมกันด้วย ตอนแรกเราจะจุดเทียน หรือเททรายยูนิตี้อะไรสักอย่าง
แต่สามีเราบอกว่า พิธีไทยมีรดน้ำดำหัวอะไรแบบนี้ บาทหลวงเลยชวนรดน้ำแทน เพราะน่าจะมีความหมายกับเรามากกว่า จุดเทียนหรือเททราย
อะ เอาก็เอา รดน้ำเหมือนวันสงกรานต์ด้วยก็ได้

หลังจากนนั้น เราก็ไปดูสถานที่สำหรับจัดเลี้ยงคะ ซึ่ง Wedding Organizer เป็นคนหาให้อีกนั่นแหละค่ะ เป็นกอล์ฟคลับ
ลูกสะไภ้เจ้าของดูใจดีมากๆ คนที่เมืองนี้ส่วนใหญ่ใจดีทุกคนเลยค่ะ อันนี้ก็เลือกเมนูอาหาร และเครื่องดื่มค่ะ

หลังจากนั้น เราก็เดินทางไปบ้านของ  Wedding Organizer ต่อเพื่อคุยรายละเอียดดอกไม้ เค้ก และอื่นๆ

พอไปเห็นบ้าน Wedding Organizer ก็ไว้ใจเลยคะ ว่าเธอคนนี้จะจัดออกมาได้ดีแน่ บ้านเหมือนบ้านตุ๊กตาบาร์บี้เลย
เป็นผู้หญิ๊งงง ผู้หญิงและอารมณ์ชวนฝันสุดๆ เราเห็นก็รู้เลยว่าเธอคงรักงานนี้จริงๆ และก็จะต้องทำได้ดีแน่ๆ

เราก็เลือกดอกไม้ไปค่ะ บอกว่าชอบดอกที่กลีบมนๆ ไม่ชอบแหลมๆ แค่นี้แหละค่ะ
Wedding Organizer ก็จิตนาการต่อเองเลย…

ดูเหมือนทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทาง ไม่น่ามีอะไรต้องจัดเตรียมแล้ว
แต่ก่อนแต่งงานประมาณ 4 วันคะ ขณะที่เรากำลังเอามือจกผ้าออกจากเครื่องซักผ้า
เราได้ยินเสียง เม็ดอะไรเล็กๆ กระแทกกับถังเหล็กเครื่องซักผ้า ตอนนั้นใจหายวาปเลยค่ะ
ชัวร์เลยว่าต้องเป็นแหวนหมั้นฉันแน่ๆ พอเอามือออกมาดู แหว๊กกก เพชรหลุด!
ในถังเครื่องซักผ้าเต็มไปด้วยรูเล็กๆ มากมายก่ายกอง เราเรียกสามีลงมาข้างล่าง และเราก็ทนดูไม่ได้เลยค่ะ
เพชรก็เสียดายนะค่ะ แต่กลัวสามีโกรธมากกว่า ว่าใส่ยังไงให้มันหลุด แล้วซักผ้าจะใส่ทำไม
สามีค่อยๆ เอาผ้าออกทีละชิ้น จนเราเห็นเพชรสะท้อนแสงออกมา
โชคดีมากเลยคะ เราคิดว่าต้องแยกชิ้นส่วนเครื่องซักผ้าซะแล้ว

เอาไปซ่อมที่ร้าน เขาบอกว่าขาที่เกาะเพชรมันเล็ก สึกหมดแล้ว ต้องตัดหัวทิ้งแล้วเอาหัวใหม่มาใส่ถึงจะมั่นคง
เลยเสียค่าซ่อมไปอีก 300 เหรียญคะ ค่าแรงที่นี่แพงจริงๆ แต่เจ้าของร้านที่ไทยก็คืนเงินส่วนนี้ให้ตอนเรากลับค่ะ
เราคิดว่ามันคงสึกเพราะเขาปรับขนาดแหวนหลายรอบ

ร้านที่เอาไปซ่อมค่ะ

ก่อนวันแต่งงาน 1 วัน เพื่อนเจ้าสาวก็ขโมยไปปาร์ตี้ ค้างคืนค่ะ
ของจริงช่างต่างจากภาพยนต์นัก งานสละโสดเราคล้ายๆ ปาร์ตี้แม่บ้านวันกลางคนค่ะ
นั่งนินทาสามีของแต่ละคนจนเหนื่อยแล้วก็แยกย้ายกันกลับ
คืนนั้นเรานอนกับ Maid of honour ที่โรงแรมนั้นแหละค่ะ

อ่อ ลืมไปคะ ระหว่างที่เราเดินทางไปเจอเพื่อนเจ้าสาว เพื่อนเจ้าสาวได้บอกข่าวร้ายกับเราว่าพ่อของเพื่อนข้างบ้านเสีย
เราก็เสียใจด้วยคะ และปรากฎว่าเพื่อนคนที่เธอว่านั้น คือ ตากล้องในงานแต่งเราค่ะ!
สรุปเขาเลยต้องให้คนอื่นไปถ่ายให้แทน เราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร

เพราะจริงๆ ตอนเราเลือกช่างภาพ ช่างภาพที่ถ่ายเก่งๆ เท่าช่างภาพดีๆ ในไทย ราคา 3000 เหรียญ ซึ่งรู้สึกว่าไม่ไหวค่ะ เลยมาจ้างเพื่อนของเพื่อนที่ใช้กล้องเป็นแทน กะว่าแค่ถ่ายๆ เป็นความทรงจำ ส่วนถ่ายสวยๆ เนี่ย หลานของสามีจะมาถ่ายให้คะ เพราะว่าเป็นช่างภาพเหมือนกัน แต่วันที่เราแต่ง เขาดันติดงานแต่งคนอื่นไปซะก่อน
แหม พอใกล้ๆ วันแต่งงานรู้สึกจะมีเรื่องเซอร์ไพร์สเยอะจัง

เช้ามาก็พากันไปแต่งหน้าทำผมค่ะ หน้าเราแต่งเองค่ะ เพราะเราอยากดูปกติแบบทุกวัน ไม่ต้องสวยกว่าปกติค่ะ กลัวติดรูปที่บ้านแล้วผู้คนจำไม่ได้ว่ารูปใคร
ผมเจ้าสาวทำไม่นานเท่าไหร่ แต่ผมเพื่อนเจ้าสาวสิค่ะเป็นชั่วโมงๆ เกือบทำเราไปไม่ทันซ้อมแต่งงานซะแล้ว
ด้วยความชิลของเรา เรานัดบาทหลวงซ้อมพิธีก่อนแต่งงานชั่วโมงเดียวคะ ก็เลยต้องไปถึงไวนิดหนึ่ง

ทางร้านทำผมเอาอาหารเช้ามาเสริฟด้วยค่ะ แต่เราไม่ค่อยหิว เลยยังกินไม่ลง

พิธีน่าจะแค่ประมาณ 30 นาทีค่ะ



เจ้าบ่าวพูดคำสัญญาเป็นภาษาไทยค่ะ เราฟังแทบไม่รู้เรื่อง เพราะเสียงสูงต่ำเหมือนเปียโนเสีย แต่ก็ซึ้งร้องห่มร้องไห้ หยุดไม่อยู่

ส่วนของเราเป็นภาษาอังกฤษ ตื่นเต้นจัด เลยพูดผิดจาก Laugh with you เป็น Laugh AT YOU ค่ะ

ส่วนงานเลี้ยงรับประทานอาหาร Wedding Organizer จัดได้ดีเกินกว่าที่เราสองคนคาดไว้มากเลยค่ะ
สวยมาก เรารู้สึกปลื้มกันจริงๆ
 
โดยเฉพาะเค้กค่ะ สวยมากและอร่อยด้วย เราเก็บส่วนบนสุดแช่ตู้เย็นเอาไว้กินตอนวันครบรอบแต่งงาน 1 ปี
แต่มันไม่อร่อยแล้วค่ะ 1 ปีผ่านไป 55555


ถือว่าเป็นงานแต่งที่ไม่ได้เหมือนภาพที่คิดไว้ แต่ว่าเป็นงานที่มีความสุขและสนุก ไม่เครียดเลยจริงๆค่ะ
รู้สึกว่าเป็นงานของเราจริงๆ ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องคอยดูแลเทคแคร์ใคร คนในงานจะดูแลบ่าวสาวเองค่ะ

ปิดท้ายด้วยรูปถ่ายหลังจากแต่งงานเสร็จแล้ว ที่ทะเลสาปมิชิแกนค่ะ
เบื้องหน้าก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ชุดก็เซ็กซี่
 
แต่เบื้องหลังหนาวมากค่ะ หูจะขาด ถ่ายได้ไม่ถึงชั่วโมงเราก็งอแงกลับแล้วค่ะ หนาว ทนไม่ไหว แฟชั่นสุดๆ ทั้งเลกก้งเลกกิ้งโผล่