[:en]แชร์ประสบการณ์ตั้งครรภ์และคลอดธรรมชาติลูกคนแรก

สวัสดีค่ะ ตั้งใจจะเขียนหลายรอบแล้ว แต่ก็มีอันหมดอารมณ์ซะก่อนเพราะรู้สึกว่ามันยาว เยอะมาก 
วันนี้ลูกหลับ สามีไม่อยู่ ความเงียบเข้าปกคลุม ทำให้เกิดสมาธิอย่างมากเลยมาเขียนอีกรอบค่ะ 

เริ่มจากสุขภาพของเราก่อนท้อง เรา(คิดว่า)เป็นคนแข็งแรงคนนึง ที่ประจำเดือนมาไม่ปกติค่ะ 
เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว กว่าจะมีประจำเดือนครั้งแรกก็ตอนอายุ 15 แล้วค่ะ 
หลังจากแต่งงานมาปีกว่าๆ เราก็เริ่มหยุดคุมกำเนิดค่ะ ทำใจไว้แล้วว่าอาจจะท้องยาก เพราะประจำเดือนมาไม่ปกติ
ก็ปล่อยผ่านไปจนปีกว่าๆ (คิดอยู่ว่าถ้าสองปีไม่ท้องก็คงจะต้องไปตรวจสุขภาพ) 

รอจนถึงช่วงต้นปีที่แล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตลงตัว สุขภาพจิตดี มีความสุข รู้สึกได้ถึงความสบายอกสบายใจ
ประจำเดือนเริ่มมารอบละ 30-35 วัน ติดๆ กันหลายเดือน เดือนไหนที่เริ่มเลทมาก เราก็แอบไปซื้อที่ตรวจมาตรวจค่ะ
แต่ก็ยังไม่ท้อง จนมาถึงเดือนมิถุนายน รู้สึกว่าตอนเช้าพะอืดพะอม เวลาใส่หมวกกันน็อคแล้วรู้สึกอึดอัด 
และก็รู้สึกขี้เกลียดมาก ไม่อยากจะทำมาหากินเลยค่ะ 5555 อยากนอนอยู่บ้าน รู้สึกเหมือนร่างกายไม่ปกติ รู้สึกป่วยยย
พอดีมีเพื่อนมาชวนไปแบคแพคญี่ปุ่น ก็เลยเออ ตรวจซะหน่อย เผื่อท้องมันจะไปไม่ได้
เราก็เดินไปซื้อที่ตรวจและก็ตรวจในห้องน้ำที่ทำงานนั้นแหละค่ะ ผลออกมาว่า ท้อง! 

เคยจินตนาการมากมายว่าจะบอกสามีแบบนั้นแบบนี้ ถ่ายวิดีโอ นั่น นี่ นู่น 
แต่พอถึงเวลา มันตื่นเต้น ลืมไปหมด ที่เราทำก็คือเดินกำแท่งตรวจแล้วก็ไปแบให้สามีดู 
สามีก็ถามว่า “จริงหรอ จริงหรอ!” และก็กอดกัน 
เย็นนั้นก็เลยยกเลิกงานช่วงเย็นแล้วก็ไปกินข้าวที่พารากอนกัน ไม่ใช่เพราะมีร้านโปรด หรูหราอะไรที่นั่นนะคะ 
แต่เพราะว่าสามีอยากจะซื้อหนังสือที่ Kinokuniya มาอ่าน เราซื้อเล่มเดียว ส่วนสามีซื้อสามสี่เล่มได้
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะซื้อทำไม เนื้อหามันเหมือนกันหมด แต่เขาบอกว่า เขาจะเห่อ เขาจะซื้อ 

ตรวจว่าท้องวันเสาร์ เราไปฝากท้องวันจันทร์เลยค่ะ ใกล้บ้านมีโรงพยาบาลเอกชนอยู่สองที่
ลองเซิสรีวิวในพันทิปดูก็ตกลงเลือกคุณหมอลินดา ที่โรงพยาบาลนนทเวชค่ะ 

การตั้งครรภ์มาพร้อมกับความกังวลค่ะ 

กังวลที่ 1 ไปฝากท้องวันแรก หมออัลตร้าซาวด์ดู เห็นถุงตั้งครรภ์ ยังไม่เห็นตัวเด็ก 
เครียดเลย หมอบอกว่า เดี๋ยวมาดูใหม่ อาจจะยังตั้งครรภ์อ่อนมากๆ ไม่ถึง 6 อาทิตย์ 
จะนับตามประจำเดือนเราไม่ได้ เพราะประจำเดือนมาไม่ปกติ จริงๆ หมอจะนัดอีก 4 อาทิตย์ถัดไป 
แต่พอดีเราจะบินไปสิงค์โปร์กันในอีก 2 อาทิตย์ หมอก็เลยนัดมาอีกรอบตอนก่อนบิน 
ระหว่างนั้นก็คิดมาก เครียดมากกันทั้งผัวทั้งเมียเลยค่ะ จนมาเจอคอมเม้นในพันทิปคอมเม้นนึง
เขาบอกว่า “จะเครียดกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทำไม นอกจากจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว ยังทำให้ปัจจุบันไม่มีความสุข”
อ่านแล้วก็ เออ จริงด้วย หลังจากนั้นเราก็เลิกคิดค่ะ เพราะเรื่องนี้เครียดไป เราก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้จริงๆ 
หลังจาก 2 อาทิตย์ผ่านไป เราไปพบคุณหมอใหม่ ก็อัลตร้าซาวด์เจอค่ะ มีหัวใจเต้นเรียบร้อย อายุครรภ์ประมาน 6-7 อาทิตย์ 


หมอนัดตรวจทุกๆ 4-5 อาทิตย์ สามีขออัลตร้าซาวด์ทุกครั้งเลยค่ะ เห่อ อยากดูว่าลูกอยู่ดีมีสุขไหม 
ตั้งแต่ 4 อาทิตย์ จนถึงวันคลอด เราอัลตร้าซาวด์เป็นสิบครั้งค่ะ แต่ไม่เคยเห็นหน้าลูกเลย เพราะลูกเอามือ เอาเท้าปิดหน้าตลอด
ส่วนตัวชอบคุณหมอลินดา เพราะว่าคุณหมอเป็นคนง่ายๆ ดี ทำให้ว่าที่คุณแม่ง่ายๆ แบบเรารู้สึกสบายใจ
ไม่ห้ามอะไรมาก ในเมื่อเราเป็นการตั้งครรภ์ปกติ ก็สามารถทำทุกอย่างได้เหมือนคนปกติ 
สามีเราค่อนข้างจะตื่นเต้น ก็จะถามเยอะ ถามล่วงหน้า ถามไกล คุณหมอก็ใจเย็น อารมณ์ดี ตอบเสมอ 

กังวลที่ 2 
พอสักประมาณ 13 วีค หมอก็จะเริ่มแนะนำเรื่องการตรวจดาวน์ซินโดม ปกติคนอายุน้อย (ไม่ถึง 30 ) แบบเราจะไม่ค่อยตรวจกัน
เพราะมีความเสี่ยงน้อย แต่ก็กลายเป็นว่าสมัยนี้แม่ที่มีลูกเป็นดาวน์ คือแม่อายุน้อยส่วนใหญ่ 
มันก็มีการตรวจเลือดคัดกรอกหลายแบบ 
มีแบบถูก ชื่ออะไรจำไม่ได้ ราคา 3500 ความแม่นยำ 80% กับแบบนิฟฟี่ แพง ความแม่นยำ 99% ราคาสามหมื่นกว่าได้ 
เราเห็นว่า เราคงไม่มีความเสี่ยงไรมากหรอกมั้ง เลยตรวจแบบถูกไปค่ะ ตรวจเสร็จก็ลืมไปเลย ไม่ได้นึกถึง ไม่ได้กังวลใจ
จนมีอยู่วันนึง พยาบาลโทรมาบอกผล ปรากฎว่า เรามีความเสี่ยง 1 ใน สองร้อยกว่าๆ โอ้ว มาย คาว 
ความเสี่ยงสูงมากๆ ค่ะ สูงกว่าคนอายุ 35 อีก เครียดเลยทีนี้ เลยจะเจาะน้ำคร่ำอีกรอบค่ะ 
(ไม่ว่าตรวจแบบถูกหรือแพง ถ้าผลไม่ดี ผลเป็นบวก ต้องเจาะน้ำคร่ำเพื่อยืนยันค่ะ)
ระหว่างรอไปเจาะก็ไม่กล้าบอกสามีเลย กลัวจะเครียดกันไปใหญ่ จะรอบอกตอนใกล้ๆ วัน (ปรากฎโดนสามีด่า ว่าทำไมไม่บอก) 

ถึงวันไปเจาะ ก็จะเจอคุณหมอเฉพาะทางอีกท่านค่ะ หมอก็จะคุยก่อน ถึงความเสี่ยงแท้งต่างๆ นาๆ 
บรรยากาศในห้องมาคุมาก คือไม่คุ้นกับคุณหมอด้วย เครียดด้วย คุยเสร็จแล้ว ตกลงจะเจาะ เราก็ย้ายไปห้องอัลตร้าซาวด์
คุณหมอก็อัลตร้าซาวด์หามุมเจาะที่จะไม่โดนลูก หลังจากนั้นก็เอาผ้ามาปิดตา และเจาะเลยค่ะ 
เราว่าไม่เจ็บนะคะ แค่รู้สึกตึงๆ แป๊บเดียวก็เสร็จ พอเจาะเสร็จ ก็รู้สึกปวดท้องตุ่นๆ ค่ะ 
บุรุษพยาบาลถึงกับต้องเอารถเข็นมารับ 5555 และหมอก็ให้เรากลับบ้านไปนอนพัก
หลังจากนั้นก็รอผล 3 อาทิตย์ เป็น 3 อาทิตย์ที่ทรมานมาก 
ถามคุณหมอที่ฝากครรภ์ว่าเร็วกว่านี้ไม่ได้หรอ หมอบอกว่า อย่าเร็วเลย เร็วๆ อะมีปัญหา 555 โอเค ก็ได้
ผลออกตอนใกล้ๆ วันเกิดเราพอดี ตอนนั้นของขวัญวันเกิดที่อยากได้ก็คือ ขอให้ลูกสุขภาพแข็งแรงนี่แหละค่ะ 
สุดท้าย ผลก็ออกมาปกติ เย้ แถมรู้เพศแน่นอนไปเลย ว่าเป็นเพศหญิง 
จริงๆ วันที่เจาะน้ำคร่ำ หมอก็บอกค่ะ ว่าผู้หญิง 99% 
ตอนนี้คิดไว้แล้วว่าต่อไปจะเจาะน้ำคร่ำไปเลยทีเดียว รู้แน่นอน ไม่ต้องมาเสียสองต่อ

หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินมาด้วยดี ส่วนตัวก็ไม่รู้สึกว่าลำบากอะไรกับการท้องเลย ไม่แพ้ท้องเลยด้วยค่ะ 
ไปทำงานปกติ เดินไปเดินมา ไปโน่นไปนี่เหมือนตอนไม่ท้อง ทำงานหนักกว่าก่อนท้องอีกค่ะ
เพราะพอรู้ว่าท้องก็ซื้อบ้าน รีโนเวทบ้านใหม่ ต้องต่อกรกับช่างและผู้รับเหมาอยู่หลายเดือน

พอเดือนที่ 8 ย่างเข้าเดือนที่ 9 รู้สึกเป็นคนท้องจริงๆ ขึ้นมา รู้สึกว่าพุงมันเกะกะมากเลย 
ช่วงหลังๆ รู้สึกว่ากระดูกช่วงล่างมันหลวมๆ เดินแล้วไม่สะดวกสบายแบบแต่ก่อน ต้องเดินช้ามากๆ 
จะมาวิ่งข้ามถนน นี่ไม่ไหวแล้ว เวลานอนก็เริ่มลำบาก นอนไม่สบายเลย 
ต้องหลังตีสามถึงจะนอนได้ ไม่งั้นจะรู้สึกอึดอัด ทั้งๆที่ก็ไม่ได้กินอะไร หมอนเต็มเตียงเลยค่ะ 

พอตั้งครรภ์ได้ 32 อาทิตย์เป็นต้นไป หมอก็จะเริ่มนัดมาเจอถี่ขึ้น เราตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าจะคลอดธรรมชาติ
เนื่องจากว่าดีกว่าในทุกๆ ด้าน เราคิดว่าถ้าลูกได้ออกวันที่ลูกอยากจะออก วันนั้นทุกๆ อย่างคงพร้อม ลูกพร้อม 
ร่างกายแม่ก็พร้อม น้ำนมน่าจะมาไว (สุดท้ายเราว่ามาพอๆ กับคนผ่าแหละค่ะ 555)  ลูกแข็งแรง ความเสี่ยงโรคภูมิแพ้น้อยกว่า ปอดทำงานได้ดี แม่ฟื้นตัวไว คุณหมอก็บอกให้รอดูตอนใกล้ๆ ครบกำหนดคลอด ว่าตัวเด็กใหญ่ไหม กลับหัวไหม

จะคลอดธรรมชาตินอกจากแม่ต้องพร้อม เราว่าหมอก็ต้องเห็นดีเห็นงามด้วยนะคะ
เราไม่รู้หรอกว่าหมอเราจะเห็นดีเห็นงามด้วยไหม แต่เราคุยกับหมอตั้งแต่แรกๆ เลยค่ะ ว่าเราอยากจะคลอดเอง และก็เซิสดูในอินเตอร์เนตว่าเคยมีคนคลอดเองกับหมอท่านนี้ไหม ก็พบว่ามี และจากที่พบคุณหมอมาตลอด คุณหมอดูแล้วออกจะตามใจ แล้วแต่เรา และก็แล้วแต่ลูกค่ะ

แต่จริงๆ ถ้าฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลที่เขาเน้นคลอดเอง หมอเขาจะทำทุกวิถีทางให้คลอดเองให้ได้เลยนะคะ เช่น ถ้าลูกตัวใหญ่ หมอจะเริ่มเร่งคลอดหลังครบ 38 วีคไปแล้วเลย เผื่อให้คลอดเองได้ (ลูกค้าเล่าให้ฟังค่ะ)

พอมาถึงอาทิตย์ที่ 37 คุณหมอก็บอกว่า ลูกเรากลับหัว และก็หัวลงไปในอุ้งเชิงกรานเรียบร้อยแล้ว
น้ำหนักคร่าวๆ น่าจะประมาน 3000 กรัม เนื่องจากหัวเข้าอุ้งเชิงกรานแล้ว หัวอาจจะเบี้ยว ทำให้ขนาดจากการวัดด้วยอัลตร้าซาวด์ไม่ตรง
และคุณหมอก็บอกว่า ไม่เกินอาทิตย์นึง คลอดแน่นอนเลย แล้วก็นัดเราในอีก 6 วันข้างหน้า พร้อมบอกว่า ถ้าปวดท้องก่อน ก็มาก่อนนะ 
ถ้าน้ำคร่ำแตก ให้รีบมา ไม่ว่าจะกี่โมง ตีหนึ่ง ตีสองก็ต้องมา 


ขนาดพุง 1 อาทิตย์ก่อนคลอดค่ะ 

ช่วงอาทิตย์สุดท้าย ท้องแข็งถี่และนานเป็นชั่วโมงเกือบทุกคืน คือแข็งจนตื่นเพราะรู้สึกไม่สบาย
แต่ถ้าไม่ได้รู้สึกว่ามันปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าปวดแล้วหาย ก็แสดงว่ายังไม่ใช่ปวดจริง เราก็ไม่ไปโรงพยาบาลค่ะ
ก็เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ทุกวันจนถึงวันนัดถัดมา หมอให้ขึ้นเตียงฟังเสียงหัวใจลูก หัวลูกต่ำมากๆ แล้ว 
หมอเลยตรวจภายในดู  ปากมดลูกเปิดแล้ว 3 เซน! หมอบอกว่า คลอดวันนี้แหละ ไปเลย แอดมิดเลย! 
ยังมีหน้าไปถามหมอว่าขอกลับบ้านไปเอาของก่อนได้ไหม ไม่ได้เตรียมอะไรมา แต่หมอบอกว่าไม่ได้ ไม่ต้องกลับแล้วว 555
จริงๆถ้าหมอไม่นัดมาตรวจวันนี้ เราเชื่อว่าเราคงไม่มาหาหมอจนเกือบคลอดแน่เลยค่ะ
เพราะเรายังรู้สึกปกติอยู่เลย ไม่ปวดท้อง

ห้องคลอดเราเลือกเป็นห้องพิเศษค่ะ เพราะบรรยากาศในห้องมันดีกว่ามาก เป็นทั้งห้องรอคลอดและห้องคลอดเลย
ลักษณะเหมือนห้องพักฟื้น แต่ใหญ่กว่า พร้อมใส่ขาหยั่งคลอดได้เลย แถมให้สามีเข้ามาเฝ้า มาอยู่ด้วยได้ตลอดเวลา
ถ้าไม่ใช่ห้องพิเศษ ห้องรอคลอดจะมีสองเตียง ก็จะไม่ได้ให้สามีเข้า เพราะว่าอาจจะรบกวนเตียงข้างๆ ได้ 
อีกอย่าง ห้องคลอดธรรมดามันดูน่ากลัวสำหรับเราอะคะ ห้องพิเศษก็เพิ่มเงินอีกแค่ 3500 เท่านั้น


ห้องรอคลอด-ห้องคลอดธรรมชาติพิเศษ


ห้องรอคลอดธรรมดา


ห้องคลอดธรรมดา

เราแอดมิดตอนประมานเที่ยงๆ ค่ะ เครียดมาก เพราะว่ากินเบคอนไข่ดาวไปตอน 9 โมงเช้า
และหมอไม่ให้กินอะไรอีกเลย จนกว่าจะคลอดเสร็จ ประมานบ่ายๆ เราก็เริ่มหิวแล้วอะคะ 
ระหว่างนอนรอ ก็ปวดเหมือนตอนท้องแข็งอยู่บ้าน เราให้ระดับความเจ็บที่ 3/10 ค่ะ
เป็นแบบนั้นจนประมาน 6 โมงเย็น เรายังชิววววค่ะ หัวเราะคิคัก คุยกับญาติๆ คุยกับสามี เริ่งร่าค่ะ
พยาบาลยังมาดุว่าบอก ทำไมไม่นอนพัก จะได้มีแรงเบ่งด้วย 5555
คุณหมอมาดู ปากมดลูกเปิดประมาน 5 เซ็นแล้ว น้ำคร่ำยังไม่แตก คุณหมอเลยเร่งโดยการเจาะน้ำคร่ำ
โอโห คราวนี้แหละ เจาะปุ๊บ ปวดปั๊ม กลายเป็นปวดระดับ 7 8 9 10 ทันที
ตอนนั้นญาติเราออกไปหาอะไรกิน เราบอกสามีเลยค่ะ ว่าห้ามใครเข้ามาแล้วนะ ถ้าเข้ามาห้ามคุย 55555
ปวดท้องแบบบิดๆ เหมือนอาหารเป็นพิษรุนแรง เหมือนปวดท้องประจำเดือนรุนแรงเป็นพักๆ คาดว่าถี่ประมาน 5 นาที
ตอนนั้นนอนคิดเลยว่าถ้าอีกสองชั่วโมง เราจะต้องปวดอีกกี่ครั้ง 
นอนทำสมาธิไปเรื่อยๆ ผ่านไปชั่วโมงนึง หมอเดินเข้ามาถาม 
หมอ : “เป็นไงบ้าง” 
เรา : “ปวดแล้วค่ะ”
หมอ : “อยากเบ่งหรือยัง”
เรา : “อยากแล้วค่ะ” ตอนนั้นคืออยากเบ่งให้เสร็จๆ 
หมอตรวจดูอีกที ปากมดลูกเปิดครบแล้ว เปิดไวมากเลย แอบดีใจ จะได้ไม่ต้องนอนปวดเฉยๆ 
หารู้ไม่ว่า ขั้นตอนที่ยากที่สุดกำลังมา….

หลังจากนั้นพยาบาลสามสี่คนก็มาจัดแจงเตรียมใส่ขาหยั่งที่เตียง พอได้ขึ้นขาหยั่งแล้วรู้สึกว่าปวดน้อยลง
สามีนั่งอยู่ข้างๆ ใกล้ๆ หัวเรา พอทุกคนพร้อมแล้ว หมอก็บอกว่า ถ้าปวดสุดๆ แล้วให้เบ่ง 
ตอนนั้นโง่ งง มาก คือไม่รู้ว่ามันปวดสุดๆ ตอนไหน ถ้าไม่เบ่งก็กลัวจะเลยช่วงปวดสุดๆ ต้องรอรอบต่อไปอีก
สับสนสุดๆ พอเราเริ่มรู้สึกปวดมากขึ้น เราจะพูดทุกครั้งว่า จะปวดแล้วค่ะ 
และพยาบาลสามสี่คนก็จะทำเสียงเหมือนช่วยเบ่งอึ “อื๊อออออ” ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันช่วยได้มากจริงๆ ค่ะ 
คือถ้าไม่มีเสียงนี้ บอกเลยเราเบ่งไม่ออกแน่ๆ 55555 มือเราสองข้างจะมีที่จับ ให้จับไว้ใกล้ๆ ขา 
พอถึงเวลาเบ่ง เราจะต้องดึงตัวลงไปใกล้ๆ ขา เหมือนซิทอัพขึ้น และก็เบ่งแบบไม่มีเสียง คางชิดหน้าอก
ในแต่ละรอบที่ปวด เราจะเบ่งได้ 2 ครั้ง เหนื่อยมากกกกกก เหนื่อยจริงๆ 
เบ่งไป 4 รอบ 8 ครั้ง เรารู้สึก ทรมาน ทรมานกว่าการปวดท้องมาก 
ระหว่างที่เบ่ง จะมีพยาบาลอีกคนมาช่วยกดท้องด้านบน เพื่อดันเด็กออกมา ปั๊มกันแรงมาก หมอบอก อย่าหยุดๆๆๆ 
สามีอยู่ข้างๆ บอกว่า ทำดีแล้วทีรัก อีกนิดๆ หมอบอก ดีมาก สวยมาก อีกนิดๆ สลับกับ ทำไมยังไม่ออกหว่า? 555
หมอเด็กมายืนรอรับเด็ก บอกว่า อ่าว ทำไมยังไม่ออก หัวยังไม่ลงหรือป่าว พยาบาลอีกคน คอยเอาเครื่องฟังเสียงหัวใจลูกมาฟัง
ตอนนั้นหลากหลายอย่างดูวุ่นวายมาก เบ่งมาถึงรอบที่ 5 เราเบ่ง 3 ครั้งติด ใจจะขาด 
และรอบสุดท้ายรอบที่ 6 เราเบ่ง 4-5 ครั้งติด แล้วทุกอย่างก็พรวดพราดออกมา

หลังจากเบ่งครั้งสุดท้ายแล้ว ก็ตบท้ายด้วยเสียงกรี๊ดจากความเหน็ดเหนื่อยของ
มันกรี๊ดออกมาเองเลย ไม่รู้ตัว ญาติๆหน้าห้องตกใจ เพราะหลังจากกรี๊ดแล้ว ก็เงียบไป

ตอนนั้นเห็นหมอหยิบลูกออกมา ตัวม่วงๆ ลูกร้องออกมา “อะฮิ อะฮิ” แค่เนี้ย
เราคิดในใจ โมเม้นนี้ใช่หรือไม่ ที่เราต้องซึ้งจนร้องไห้ แต่ตอนนั้นกำลังพะว้าพะวงว่าต้องเบ่งอีกไหม
ถามหมอไปว่า “ออกมาหมดหรือยังคะ ต้องเบ่งอีกไหม” หมอบอกว่าออกมาหมดแล้ว ก็โล่งใจ น้ำตาจะไหล 5555

พยาบาลเอาลูกไปทำความสะอาดและก็ตีเท้าให้ร้อง หลังจากนั้นก็เอามาดูดนมแปปนึง 
ลูกไม่ให้ความร่วมมือเลย จะหลับอย่างเดียว และเราก็ถ่ายรูปครอบครัวกันสามคน 
เราบอกให้สามีตามลูกไป ส่วนเราก็นอนเย็บแผลต่ออีกเกือบชั่วโมงได้
ใครบอกว่า ตอนเย็นแผลไม่เจ็บ เราว่าเจ็บและทรมานนะ ด้วยความที่มันเหนื่อยแล้ว อยากพักด้วย

สภาพลูกหลังคลอด หนัก 3160 กรัมค่ะ น้ำหนักเราขึ้นทั้งหมด 16 กิโลกรัม คลอดปุ๊บลดไป 6 กิโลกรัม 
ตอนนี้ผ่านมา 20 วัน ลดไปแล้ว 10 กิโลกรัมค่ะ 

ลูกถูกส่งไปที่เนอสเซอรี่ สามีก็กลับมาหาเราที่ห้องคลอดอีกครั้งหลังจากเย็บแผลแล้วยังต้องนอนรอดูอาการอีกแป๊บนึง
เราใช้เวลาเบ่งทั้งหมด แค่ 20 นาทีเท่านั้น แต่รู้สึกเหนื่อยจริงๆ ทั้งๆที่ปกติเราเป็นคนถึกมาก
สรุปปวดท้องคลอดลูกที่เขาว่ามันเจ็บปวดที่สุด เรายังรู้สึกว่าก็ไม่ได้แย่มากนะ แต่เบ่งนี่ยาก
แขนเราปวดจากการดึงตัวเบ่งเลยค่ะ

พอกลับมาถึงห้องพัก ญาติๆ รออยู่พร้อมพิซซ่าที่เราสั่งไว้ก่อนคลอด 555 หิวมากกก
คืนนั้นนอนไปด้วยความระบมเจ็บแผล นอนคิดว่าคนผ่าคลอดจะเจ็บแผลเท่าเราไหมหนอ 
สามีมานอนเฝ้าได้เป็นประโยชน์มาก ปลุกไม่ตื่น ดึกๆ ลุกไปเข้าห้องน้ำเองเลย ไม่เรียกพยาบาลด้วย
รู้สึกไม่ค่อยมีแรง เหมือนจะเป็นลม รีบเข้า รีบกลับมานอน 

สรุปเจ็บแผลไปถึงบ่ายๆของวันถัดมา แต่เดินไปไหนมาไหนได้ปกติ พอเย็นๆก็ดีขึ้น สบาย 
นอนไปทั้งหมด 2 คืน วันที่ 3 เราไปเรียนอาบน้ำลูกและก็กลับบ้านบ่ายๆเลยค่ะ รวดเร็วมาก

ที่ห้องเนอสเซอรี่มีเบอร์ให้โทร 24 ชั่วโมงสำหรับถาม ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก
เราว่ามันดีมากๆ เลย เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ว่าอาการเรา อาการลูกที่เป็นอยู่มันซีเรียสไหม 
โทรไปถาม โทรตี 1 ก็ยังมีคนรับ ได้ยินเสียงเด็กร้อง เขาคงเลี้ยงเด็กอยู่แล้วทั้งวันทั้งคืน

เรากับสามีเลี้ยงลูกกันเองค่ะ ไม่มีใครมาช่วย ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากนะคะ
เนื่องจากเราเลี้ยงนมแม่ เลยทำให้ต้องตื่นเองตลอด ก็อาศัยนอนตอนลูกหลับเอา 
บางคืนลูกก็ตื่นทุกชั่วโมง บางคืนก็ทุก 2-3 ชั่วโมง ปกติจะสลับคืนกัน คืนดี คืนไม่ดี 
สรุปหลายวีคที่ผ่านมา ยังไม่มีอะไรยากเกินจัดการค่ะ 
ชีวิตไม่ได้ถึงกับต้องเปลี่ยนไปมาก มีสลับกันออกไปดูหนังกับสามีด้วยค่ะ ปั๊มนมให้สามีเลี้ยงลูก
ออกไปกินบาบีก้อนก็ไปมาแล้วค่ะ ใครกำลังอยากมีลูก มีเลยค่ะ
มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษจริงๆ รู้สึกรักคนๆ นี้มากๆ ข้ามถนน ก็รู้สึกกลัวตายขึ้นมา 
เพราะกลัวว่าถ้าตายไปแล้วจะไม่มีคนเลี้ยงลูก ลูกจะไม่มีนมแม่กิน 55555

ขอจบเท่านี้แหละกันนะคะ รีบไปนอนดีกว่า ก่อนที่ลูกจะตื่นอีกรอบ[:th]แชร์ประสบการณ์ตั้งครรภ์และคลอดธรรมชาติลูกคนแรก

สวัสดีค่ะ ตั้งใจจะเขียนหลายรอบแล้ว แต่ก็มีอันหมดอารมณ์ซะก่อนเพราะรู้สึกว่ามันยาว เยอะมาก
วันนี้ลูกหลับ สามีไม่อยู่ ความเงียบเข้าปกคลุม ทำให้เกิดสมาธิอย่างมากเลยมาเขียนอีกรอบค่ะ

เริ่มจากสุขภาพของเราก่อนท้อง เรา(คิดว่า)เป็นคนแข็งแรงคนนึง ที่ประจำเดือนมาไม่ปกติค่ะ
เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว กว่าจะมีประจำเดือนครั้งแรกก็ตอนอายุ 15 แล้วค่ะ
หลังจากแต่งงานมาปีกว่าๆ เราก็เริ่มหยุดคุมกำเนิดค่ะ ทำใจไว้แล้วว่าอาจจะท้องยาก เพราะประจำเดือนมาไม่ปกติ
ก็ปล่อยผ่านไปจนปีกว่าๆ (คิดอยู่ว่าถ้าสองปีไม่ท้องก็คงจะต้องไปตรวจสุขภาพ)

รอจนถึงช่วงต้นปีที่แล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตลงตัว สุขภาพจิตดี มีความสุข รู้สึกได้ถึงความสบายอกสบายใจ
ประจำเดือนเริ่มมารอบละ 30-35 วัน ติดๆ กันหลายเดือน เดือนไหนที่เริ่มเลทมาก เราก็แอบไปซื้อที่ตรวจมาตรวจค่ะ
แต่ก็ยังไม่ท้อง จนมาถึงเดือนมิถุนายน รู้สึกว่าตอนเช้าพะอืดพะอม เวลาใส่หมวกกันน็อคแล้วรู้สึกอึดอัด
และก็รู้สึกขี้เกลียดมาก ไม่อยากจะทำมาหากินเลยค่ะ 5555 อยากนอนอยู่บ้าน รู้สึกเหมือนร่างกายไม่ปกติ รู้สึกป่วยยย
พอดีมีเพื่อนมาชวนไปแบคแพคญี่ปุ่น ก็เลยเออ ตรวจซะหน่อย เผื่อท้องมันจะไปไม่ได้
เราก็เดินไปซื้อที่ตรวจและก็ตรวจในห้องน้ำที่ทำงานนั้นแหละค่ะ ผลออกมาว่า ท้อง!

เคยจินตนาการมากมายว่าจะบอกสามีแบบนั้นแบบนี้ ถ่ายวิดีโอ นั่น นี่ นู่น
แต่พอถึงเวลา มันตื่นเต้น ลืมไปหมด ที่เราทำก็คือเดินกำแท่งตรวจแล้วก็ไปแบให้สามีดู
สามีก็ถามว่า “จริงหรอ จริงหรอ!” และก็กอดกัน
เย็นนั้นก็เลยยกเลิกงานช่วงเย็นแล้วก็ไปกินข้าวที่พารากอนกัน ไม่ใช่เพราะมีร้านโปรด หรูหราอะไรที่นั่นนะคะ
แต่เพราะว่าสามีอยากจะซื้อหนังสือที่ Kinokuniya มาอ่าน เราซื้อเล่มเดียว ส่วนสามีซื้อสามสี่เล่มได้
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะซื้อทำไม เนื้อหามันเหมือนกันหมด แต่เขาบอกว่า เขาจะเห่อ เขาจะซื้อ

ตรวจว่าท้องวันเสาร์ เราไปฝากท้องวันจันทร์เลยค่ะ ใกล้บ้านมีโรงพยาบาลเอกชนอยู่สองที่
ลองเซิสรีวิวในพันทิปดูก็ตกลงเลือกคุณหมอลินดา ที่โรงพยาบาลนนทเวชค่ะ

การตั้งครรภ์มาพร้อมกับความกังวลค่ะ

กังวลที่ 1 ไปฝากท้องวันแรก หมออัลตร้าซาวด์ดู เห็นถุงตั้งครรภ์ ยังไม่เห็นตัวเด็ก
เครียดเลย หมอบอกว่า เดี๋ยวมาดูใหม่ อาจจะยังตั้งครรภ์อ่อนมากๆ ไม่ถึง 6 อาทิตย์
จะนับตามประจำเดือนเราไม่ได้ เพราะประจำเดือนมาไม่ปกติ จริงๆ หมอจะนัดอีก 4 อาทิตย์ถัดไป
แต่พอดีเราจะบินไปสิงค์โปร์กันในอีก 2 อาทิตย์ หมอก็เลยนัดมาอีกรอบตอนก่อนบิน
ระหว่างนั้นก็คิดมาก เครียดมากกันทั้งผัวทั้งเมียเลยค่ะ จนมาเจอคอมเม้นในพันทิปคอมเม้นนึง
เขาบอกว่า “จะเครียดกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทำไม นอกจากจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว ยังทำให้ปัจจุบันไม่มีความสุข”
อ่านแล้วก็ เออ จริงด้วย หลังจากนั้นเราก็เลิกคิดค่ะ เพราะเรื่องนี้เครียดไป เราก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้จริงๆ
หลังจาก 2 อาทิตย์ผ่านไป เราไปพบคุณหมอใหม่ ก็อัลตร้าซาวด์เจอค่ะ มีหัวใจเต้นเรียบร้อย อายุครรภ์ประมาน 6-7 อาทิตย์


หมอนัดตรวจทุกๆ 4-5 อาทิตย์ สามีขออัลตร้าซาวด์ทุกครั้งเลยค่ะ เห่อ อยากดูว่าลูกอยู่ดีมีสุขไหม
ตั้งแต่ 4 อาทิตย์ จนถึงวันคลอด เราอัลตร้าซาวด์เป็นสิบครั้งค่ะ แต่ไม่เคยเห็นหน้าลูกเลย เพราะลูกเอามือ เอาเท้าปิดหน้าตลอด
ส่วนตัวชอบคุณหมอลินดา เพราะว่าคุณหมอเป็นคนง่ายๆ ดี ทำให้ว่าที่คุณแม่ง่ายๆ แบบเรารู้สึกสบายใจ
ไม่ห้ามอะไรมาก ในเมื่อเราเป็นการตั้งครรภ์ปกติ ก็สามารถทำทุกอย่างได้เหมือนคนปกติ
สามีเราค่อนข้างจะตื่นเต้น ก็จะถามเยอะ ถามล่วงหน้า ถามไกล คุณหมอก็ใจเย็น อารมณ์ดี ตอบเสมอ

กังวลที่ 2
พอสักประมาณ 13 วีค หมอก็จะเริ่มแนะนำเรื่องการตรวจดาวน์ซินโดม ปกติคนอายุน้อย (ไม่ถึง 30 ) แบบเราจะไม่ค่อยตรวจกัน
เพราะมีความเสี่ยงน้อย แต่ก็กลายเป็นว่าสมัยนี้แม่ที่มีลูกเป็นดาวน์ คือแม่อายุน้อยส่วนใหญ่
มันก็มีการตรวจเลือดคัดกรอกหลายแบบ
มีแบบถูก ชื่ออะไรจำไม่ได้ ราคา 3500 ความแม่นยำ 80% กับแบบนิฟฟี่ แพง ความแม่นยำ 99% ราคาสามหมื่นกว่าได้
เราเห็นว่า เราคงไม่มีความเสี่ยงไรมากหรอกมั้ง เลยตรวจแบบถูกไปค่ะ ตรวจเสร็จก็ลืมไปเลย ไม่ได้นึกถึง ไม่ได้กังวลใจ
จนมีอยู่วันนึง พยาบาลโทรมาบอกผล ปรากฎว่า เรามีความเสี่ยง 1 ใน สองร้อยกว่าๆ โอ้ว มาย คาว
ความเสี่ยงสูงมากๆ ค่ะ สูงกว่าคนอายุ 35 อีก เครียดเลยทีนี้ เลยจะเจาะน้ำคร่ำอีกรอบค่ะ
(ไม่ว่าตรวจแบบถูกหรือแพง ถ้าผลไม่ดี ผลเป็นบวก ต้องเจาะน้ำคร่ำเพื่อยืนยันค่ะ)
ระหว่างรอไปเจาะก็ไม่กล้าบอกสามีเลย กลัวจะเครียดกันไปใหญ่ จะรอบอกตอนใกล้ๆ วัน (ปรากฎโดนสามีด่า ว่าทำไมไม่บอก)

ถึงวันไปเจาะ ก็จะเจอคุณหมอเฉพาะทางอีกท่านค่ะ หมอก็จะคุยก่อน ถึงความเสี่ยงแท้งต่างๆ นาๆ
บรรยากาศในห้องมาคุมาก คือไม่คุ้นกับคุณหมอด้วย เครียดด้วย คุยเสร็จแล้ว ตกลงจะเจาะ เราก็ย้ายไปห้องอัลตร้าซาวด์
คุณหมอก็อัลตร้าซาวด์หามุมเจาะที่จะไม่โดนลูก หลังจากนั้นก็เอาผ้ามาปิดตา และเจาะเลยค่ะ
เราว่าไม่เจ็บนะคะ แค่รู้สึกตึงๆ แป๊บเดียวก็เสร็จ พอเจาะเสร็จ ก็รู้สึกปวดท้องตุ่นๆ ค่ะ
บุรุษพยาบาลถึงกับต้องเอารถเข็นมารับ 5555 และหมอก็ให้เรากลับบ้านไปนอนพัก
หลังจากนั้นก็รอผล 3 อาทิตย์ เป็น 3 อาทิตย์ที่ทรมานมาก
ถามคุณหมอที่ฝากครรภ์ว่าเร็วกว่านี้ไม่ได้หรอ หมอบอกว่า อย่าเร็วเลย เร็วๆ อะมีปัญหา 555 โอเค ก็ได้
ผลออกตอนใกล้ๆ วันเกิดเราพอดี ตอนนั้นของขวัญวันเกิดที่อยากได้ก็คือ ขอให้ลูกสุขภาพแข็งแรงนี่แหละค่ะ
สุดท้าย ผลก็ออกมาปกติ เย้ แถมรู้เพศแน่นอนไปเลย ว่าเป็นเพศหญิง
จริงๆ วันที่เจาะน้ำคร่ำ หมอก็บอกค่ะ ว่าผู้หญิง 99%
ตอนนี้คิดไว้แล้วว่าต่อไปจะเจาะน้ำคร่ำไปเลยทีเดียว รู้แน่นอน ไม่ต้องมาเสียสองต่อ

หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินมาด้วยดี ส่วนตัวก็ไม่รู้สึกว่าลำบากอะไรกับการท้องเลย ไม่แพ้ท้องเลยด้วยค่ะ
ไปทำงานปกติ เดินไปเดินมา ไปโน่นไปนี่เหมือนตอนไม่ท้อง ทำงานหนักกว่าก่อนท้องอีกค่ะ
เพราะพอรู้ว่าท้องก็ซื้อบ้าน รีโนเวทบ้านใหม่ ต้องต่อกรกับช่างและผู้รับเหมาอยู่หลายเดือน

พอเดือนที่ 8 ย่างเข้าเดือนที่ 9 รู้สึกเป็นคนท้องจริงๆ ขึ้นมา รู้สึกว่าพุงมันเกะกะมากเลย
ช่วงหลังๆ รู้สึกว่ากระดูกช่วงล่างมันหลวมๆ เดินแล้วไม่สะดวกสบายแบบแต่ก่อน ต้องเดินช้ามากๆ
จะมาวิ่งข้ามถนน นี่ไม่ไหวแล้ว เวลานอนก็เริ่มลำบาก นอนไม่สบายเลย
ต้องหลังตีสามถึงจะนอนได้ ไม่งั้นจะรู้สึกอึดอัด ทั้งๆที่ก็ไม่ได้กินอะไร หมอนเต็มเตียงเลยค่ะ

พอตั้งครรภ์ได้ 32 อาทิตย์เป็นต้นไป หมอก็จะเริ่มนัดมาเจอถี่ขึ้น เราตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าจะคลอดธรรมชาติ
เนื่องจากว่าดีกว่าในทุกๆ ด้าน เราคิดว่าถ้าลูกได้ออกวันที่ลูกอยากจะออก วันนั้นทุกๆ อย่างคงพร้อม ลูกพร้อม
ร่างกายแม่ก็พร้อม น้ำนมน่าจะมาไว (สุดท้ายเราว่ามาพอๆ กับคนผ่าแหละค่ะ 555) ลูกแข็งแรง ความเสี่ยงโรคภูมิแพ้น้อยกว่า ปอดทำงานได้ดี แม่ฟื้นตัวไว คุณหมอก็บอกให้รอดูตอนใกล้ๆ ครบกำหนดคลอด ว่าตัวเด็กใหญ่ไหม กลับหัวไหม

จะคลอดธรรมชาตินอกจากแม่ต้องพร้อม เราว่าหมอก็ต้องเห็นดีเห็นงามด้วยนะคะ
เรา ไม่รู้หรอกว่าหมอเราจะเห็นดีเห็นงามด้วยไหม แต่เราคุยกับหมอตั้งแต่แรกๆ เลยค่ะ ว่าเราอยากจะคลอดเอง และก็เซิสดูในอินเตอร์เนตว่าเคยมีคนคลอดเองกับหมอท่านนี้ไหม ก็พบว่ามี และจากที่พบคุณหมอมาตลอด คุณหมอดูแล้วออกจะตามใจ แล้วแต่เรา และก็แล้วแต่ลูกค่ะ

แต่จริงๆ ถ้าฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลที่เขาเน้นคลอดเอง หมอเขาจะทำทุกวิถีทางให้คลอดเองให้ได้เลยนะคะ เช่น ถ้าลูกตัวใหญ่ หมอจะเริ่มเร่งคลอดหลังครบ 38 วีคไปแล้วเลย เผื่อให้คลอดเองได้ (ลูกค้าเล่าให้ฟังค่ะ)

พอมาถึงอาทิตย์ที่ 37 คุณหมอก็บอกว่า ลูกเรากลับหัว และก็หัวลงไปในอุ้งเชิงกรานเรียบร้อยแล้ว
น้ำหนักคร่าวๆ น่าจะประมาน 3000 กรัม เนื่องจากหัวเข้าอุ้งเชิงกรานแล้ว หัวอาจจะเบี้ยว ทำให้ขนาดจากการวัดด้วยอัลตร้าซาวด์ไม่ตรง
และคุณหมอก็บอกว่า ไม่เกินอาทิตย์นึง คลอดแน่นอนเลย แล้วก็นัดเราในอีก 6 วันข้างหน้า พร้อมบอกว่า ถ้าปวดท้องก่อน ก็มาก่อนนะ
ถ้าน้ำคร่ำแตก ให้รีบมา ไม่ว่าจะกี่โมง ตีหนึ่ง ตีสองก็ต้องมา


ขนาดพุง 1 อาทิตย์ก่อนคลอดค่ะ

ช่วงอาทิตย์สุดท้าย ท้องแข็งถี่และนานเป็นชั่วโมงเกือบทุกคืน คือแข็งจนตื่นเพราะรู้สึกไม่สบาย
แต่ถ้าไม่ได้รู้สึกว่ามันปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าปวดแล้วหาย ก็แสดงว่ายังไม่ใช่ปวดจริง เราก็ไม่ไปโรงพยาบาลค่ะ
ก็เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ทุกวันจนถึงวันนัดถัดมา หมอให้ขึ้นเตียงฟังเสียงหัวใจลูก หัวลูกต่ำมากๆ แล้ว
หมอเลยตรวจภายในดู  ปากมดลูกเปิดแล้ว 3 เซน! หมอบอกว่า คลอดวันนี้แหละ ไปเลย แอดมิดเลย!
ยังมีหน้าไปถามหมอว่าขอกลับบ้านไปเอาของก่อนได้ไหม ไม่ได้เตรียมอะไรมา แต่หมอบอกว่าไม่ได้ ไม่ต้องกลับแล้วว 555
จริงๆถ้าหมอไม่นัดมาตรวจวันนี้ เราเชื่อว่าเราคงไม่มาหาหมอจนเกือบคลอดแน่เลยค่ะ
เพราะเรายังรู้สึกปกติอยู่เลย ไม่ปวดท้อง

ห้องคลอดเราเลือกเป็นห้องพิเศษค่ะ เพราะบรรยากาศในห้องมันดีกว่ามาก เป็นทั้งห้องรอคลอดและห้องคลอดเลย
ลักษณะเหมือนห้องพักฟื้น แต่ใหญ่กว่า พร้อมใส่ขาหยั่งคลอดได้เลย แถมให้สามีเข้ามาเฝ้า มาอยู่ด้วยได้ตลอดเวลา
ถ้าไม่ใช่ห้องพิเศษ ห้องรอคลอดจะมีสองเตียง ก็จะไม่ได้ให้สามีเข้า เพราะว่าอาจจะรบกวนเตียงข้างๆ ได้
อีกอย่าง ห้องคลอดธรรมดามันดูน่ากลัวสำหรับเราอะคะ ห้องพิเศษก็เพิ่มเงินอีกแค่ 3500 เท่านั้น


ห้องรอคลอด-ห้องคลอดธรรมชาติพิเศษ


ห้องรอคลอดธรรมดา


ห้องคลอดธรรมดา

เราแอดมิดตอนประมานเที่ยงๆ ค่ะ เครียดมาก เพราะว่ากินเบคอนไข่ดาวไปตอน 9 โมงเช้า
และหมอไม่ให้กินอะไรอีกเลย จนกว่าจะคลอดเสร็จ ประมานบ่ายๆ เราก็เริ่มหิวแล้วอะคะ
ระหว่างนอนรอ ก็ปวดเหมือนตอนท้องแข็งอยู่บ้าน เราให้ระดับความเจ็บที่ 3/10 ค่ะ
เป็นแบบนั้นจนประมาน 6 โมงเย็น เรายังชิววววค่ะ หัวเราะคิคัก คุยกับญาติๆ คุยกับสามี เริ่งร่าค่ะ
พยาบาลยังมาดุว่าบอก ทำไมไม่นอนพัก จะได้มีแรงเบ่งด้วย 5555
คุณหมอมาดู ปากมดลูกเปิดประมาน 5 เซ็นแล้ว น้ำคร่ำยังไม่แตก คุณหมอเลยเร่งโดยการเจาะน้ำคร่ำ
โอโห คราวนี้แหละ เจาะปุ๊บ ปวดปั๊ม กลายเป็นปวดระดับ 7 8 9 10 ทันที
ตอนนั้นญาติเราออกไปหาอะไรกิน เราบอกสามีเลยค่ะ ว่าห้ามใครเข้ามาแล้วนะ ถ้าเข้ามาห้ามคุย 55555
ปวดท้องแบบบิดๆ เหมือนอาหารเป็นพิษรุนแรง เหมือนปวดท้องประจำเดือนรุนแรงเป็นพักๆ คาดว่าถี่ประมาน 5 นาที
ตอนนั้นนอนคิดเลยว่าถ้าอีกสองชั่วโมง เราจะต้องปวดอีกกี่ครั้ง
นอนทำสมาธิไปเรื่อยๆ ผ่านไปชั่วโมงนึง หมอเดินเข้ามาถาม
หมอ : “เป็นไงบ้าง”
เรา : “ปวดแล้วค่ะ”
หมอ : “อยากเบ่งหรือยัง”
เรา : “อยากแล้วค่ะ” ตอนนั้นคืออยากเบ่งให้เสร็จๆ
หมอตรวจดูอีกที ปากมดลูกเปิดครบแล้ว เปิดไวมากเลย แอบดีใจ จะได้ไม่ต้องนอนปวดเฉยๆ
หารู้ไม่ว่า ขั้นตอนที่ยากที่สุดกำลังมา….

หลังจากนั้นพยาบาลสามสี่คนก็มาจัดแจงเตรียมใส่ขาหยั่งที่เตียง พอได้ขึ้นขาหยั่งแล้วรู้สึกว่าปวดน้อยลง
สามีนั่งอยู่ข้างๆ ใกล้ๆ หัวเรา พอทุกคนพร้อมแล้ว หมอก็บอกว่า ถ้าปวดสุดๆ แล้วให้เบ่ง
ตอนนั้นโง่ งง มาก คือไม่รู้ว่ามันปวดสุดๆ ตอนไหน ถ้าไม่เบ่งก็กลัวจะเลยช่วงปวดสุดๆ ต้องรอรอบต่อไปอีก
สับสนสุดๆ พอเราเริ่มรู้สึกปวดมากขึ้น เราจะพูดทุกครั้งว่า จะปวดแล้วค่ะ
และพยาบาลสามสี่คนก็จะทำเสียงเหมือนช่วยเบ่งอึ “อื๊อออออ” ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันช่วยได้มากจริงๆ ค่ะ
คือถ้าไม่มีเสียงนี้ บอกเลยเราเบ่งไม่ออกแน่ๆ 55555 มือเราสองข้างจะมีที่จับ ให้จับไว้ใกล้ๆ ขา
พอถึงเวลาเบ่ง เราจะต้องดึงตัวลงไปใกล้ๆ ขา เหมือนซิทอัพขึ้น และก็เบ่งแบบไม่มีเสียง คางชิดหน้าอก
ในแต่ละรอบที่ปวด เราจะเบ่งได้ 2 ครั้ง เหนื่อยมากกกกกก เหนื่อยจริงๆ
เบ่งไป 4 รอบ 8 ครั้ง เรารู้สึก ทรมาน ทรมานกว่าการปวดท้องมาก
ระหว่างที่เบ่ง จะมีพยาบาลอีกคนมาช่วยกดท้องด้านบน เพื่อดันเด็กออกมา ปั๊มกันแรงมาก หมอบอก อย่าหยุดๆๆๆ
สามีอยู่ข้างๆ บอกว่า ทำดีแล้วทีรัก อีกนิดๆ หมอบอก ดีมาก สวยมาก อีกนิดๆ สลับกับ ทำไมยังไม่ออกหว่า? 555
หมอเด็กมายืนรอรับเด็ก บอกว่า อ่าว ทำไมยังไม่ออก หัวยังไม่ลงหรือป่าว พยาบาลอีกคน คอยเอาเครื่องฟังเสียงหัวใจลูกมาฟัง
ตอนนั้นหลากหลายอย่างดูวุ่นวายมาก เบ่งมาถึงรอบที่ 5 เราเบ่ง 3 ครั้งติด ใจจะขาด
และรอบสุดท้ายรอบที่ 6 เราเบ่ง 4-5 ครั้งติด แล้วทุกอย่างก็พรวดพราดออกมา

หลังจากเบ่งครั้งสุดท้ายแล้ว ก็ตบท้ายด้วยเสียงกรี๊ดจากความเหน็ดเหนื่อยของ
มันกรี๊ดออกมาเองเลย ไม่รู้ตัว ญาติๆหน้าห้องตกใจ เพราะหลังจากกรี๊ดแล้ว ก็เงียบไป

ตอนนั้นเห็นหมอหยิบลูกออกมา ตัวม่วงๆ ลูกร้องออกมา “อะฮิ อะฮิ” แค่เนี้ย
เราคิดในใจ โมเม้นนี้ใช่หรือไม่ ที่เราต้องซึ้งจนร้องไห้ แต่ตอนนั้นกำลังพะว้าพะวงว่าต้องเบ่งอีกไหม
ถามหมอไปว่า “ออกมาหมดหรือยังคะ ต้องเบ่งอีกไหม” หมอบอกว่าออกมาหมดแล้ว ก็โล่งใจ น้ำตาจะไหล 5555

พยาบาลเอาลูกไปทำความสะอาดและก็ตีเท้าให้ร้อง หลังจากนั้นก็เอามาดูดนมแปปนึง
ลูกไม่ให้ความร่วมมือเลย จะหลับอย่างเดียว และเราก็ถ่ายรูปครอบครัวกันสามคน
เราบอกให้สามีตามลูกไป ส่วนเราก็นอนเย็บแผลต่ออีกเกือบชั่วโมงได้
ใครบอกว่า ตอนเย็นแผลไม่เจ็บ เราว่าเจ็บและทรมานนะ ด้วยความที่มันเหนื่อยแล้ว อยากพักด้วย

สภาพลูกหลังคลอด หนัก 3160 กรัมค่ะ น้ำหนักเราขึ้นทั้งหมด 16 กิโลกรัม คลอดปุ๊บลดไป 6 กิโลกรัม
ตอนนี้ผ่านมา 20 วัน ลดไปแล้ว 10 กิโลกรัมค่ะ

ลูกถูกส่งไปที่เนอสเซอรี่ สามีก็กลับมาหาเราที่ห้องคลอดอีกครั้งหลังจากเย็บแผลแล้วยังต้องนอนรอดูอาการอีกแป๊บนึง
เราใช้เวลาเบ่งทั้งหมด แค่ 20 นาทีเท่านั้น แต่รู้สึกเหนื่อยจริงๆ ทั้งๆที่ปกติเราเป็นคนถึกมาก
สรุปปวดท้องคลอดลูกที่เขาว่ามันเจ็บปวดที่สุด เรายังรู้สึกว่าก็ไม่ได้แย่มากนะ แต่เบ่งนี่ยาก
แขนเราปวดจากการดึงตัวเบ่งเลยค่ะ

พอกลับมาถึงห้องพัก ญาติๆ รออยู่พร้อมพิซซ่าที่เราสั่งไว้ก่อนคลอด 555 หิวมากกก
คืนนั้นนอนไปด้วยความระบมเจ็บแผล นอนคิดว่าคนผ่าคลอดจะเจ็บแผลเท่าเราไหมหนอ
สามีมานอนเฝ้าได้เป็นประโยชน์มาก ปลุกไม่ตื่น ดึกๆ ลุกไปเข้าห้องน้ำเองเลย ไม่เรียกพยาบาลด้วย
รู้สึกไม่ค่อยมีแรง เหมือนจะเป็นลม รีบเข้า รีบกลับมานอน

สรุปเจ็บแผลไปถึงบ่ายๆของวันถัดมา แต่เดินไปไหนมาไหนได้ปกติ พอเย็นๆก็ดีขึ้น สบาย
นอนไปทั้งหมด 2 คืน วันที่ 3 เราไปเรียนอาบน้ำลูกและก็กลับบ้านบ่ายๆเลยค่ะ รวดเร็วมาก

ที่ห้องเนอสเซอรี่มีเบอร์ให้โทร 24 ชั่วโมงสำหรับถาม ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก
เราว่ามันดีมากๆ เลย เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ว่าอาการเรา อาการลูกที่เป็นอยู่มันซีเรียสไหม
โทรไปถาม โทรตี 1 ก็ยังมีคนรับ ได้ยินเสียงเด็กร้อง เขาคงเลี้ยงเด็กอยู่แล้วทั้งวันทั้งคืน

เรากับสามีเลี้ยงลูกกันเองค่ะ ไม่มีใครมาช่วย ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากนะคะ
เนื่องจากเราเลี้ยงนมแม่ เลยทำให้ต้องตื่นเองตลอด ก็อาศัยนอนตอนลูกหลับเอา
บางคืนลูกก็ตื่นทุกชั่วโมง บางคืนก็ทุก 2-3 ชั่วโมง ปกติจะสลับคืนกัน คืนดี คืนไม่ดี
สรุปหลายวีคที่ผ่านมา ยังไม่มีอะไรยากเกินจัดการค่ะ
ชีวิตไม่ได้ถึงกับต้องเปลี่ยนไปมาก มีสลับกันออกไปดูหนังกับสามีด้วยค่ะ ปั๊มนมให้สามีเลี้ยงลูก
ออกไปกินบาบีก้อนก็ไปมาแล้วค่ะ ใครกำลังอยากมีลูก มีเลยค่ะ
มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษจริงๆ รู้สึกรักคนๆ นี้มากๆ ข้ามถนน ก็รู้สึกกลัวตายขึ้นมา
เพราะกลัวว่าถ้าตายไปแล้วจะไม่มีคนเลี้ยงลูก ลูกจะไม่มีนมแม่กิน 55555

ขอจบเท่านี้แหละกันนะคะ รีบไปนอนดีกว่า ก่อนที่ลูกจะตื่นอีกรอบ[:]